บทที่ 2 พี่สาวน้องสาว
บทที่ 2
พี่สาวน้องสาว
เสียงพูดคุยภายในเรือนหลังใหญ่ทำเอาผู้ที่กำลังจะเดินเข้าไปด้านในเรือนชะงักฝีเท้า เสียงหัวเราะพูดคุยยังคงดังออกมาต่อเนื่องราวกับว่าเป็นวันที่มีความสุขมากวันหนึ่งของจวนอัน
ดูท่านางจะมาช้าเกินไปก้าวหนึ่ง น้องสาวคนดีถึงจวนแล้ว
“ท่านหญิง…”
ข้ารับใช้ที่เดินสวนออกมาย่อกายลงแต่ไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก เพียงมองเงาร่างของท่านหญิงสูงศักดิ์เดินเข้าไปด้านใน แต่ละคนต่างลอบมองกันไปมาเพราะไม่คิดว่าท่านหญิงจะมาที่จวนอันวันนี้ ไหนจะยังกลัวว่าในจวนจะเกิดปัญหา
อี้เยว่ยิ้มหวานมองไปที่เจ้าของร่างบอบบางในชุดสีขาวสะอาดตา ใบหน้างดงามอ่อนหวาน ท่าทางราวดอกไม้ที่บานสะพรั่ง รอบข้างเป็นนายของจวนทั้งสองที่หัวเราะและยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“ที่แท้ผู้ที่สร้างรอยยิ้มก็เป็นน้องสาวนี่เอง”
ทั้งสามหันมาสนใจผู้มาใหม่ จ้าวเสี่ยวมองหลานสาวอีกคนที่ฐานะสูงศักดิ์ ทั้งตอนนี้ยังกลายมาเป็นท่านหญิงที่ฮ่องเต้และฮองเฮาโปรดปราน ไม่เว้นแม้แต่ชินอ๋องฉีหลางที่รักใคร่ดั่งหลานในไส้ตัวเอง ตอนนี้อีกฝ่ายถือว่าเป็นหลานสาวที่นางรักมากอีกด้วย
“อี้เยว่ …มานั่งสิ วันนี้น้องสาวเจ้าเดินทางมาถึงเร็วกว่ากำหนด ย่าว่าจะให้นางเข้าไปคารวะเจ้าที่วังโมลี่พรุ่งนี้ ดีจริงที่เจ้ามาพอดี”
อี้เยว่ยิ้ม เดินเข้าไปนั่งด้านข้างของผู้เป็นย่า สายตามองน้องสาวที่ก้มหน้านิ่งและไร้รอยยิ้มทันทีที่เห็นว่ามีสตรีอีกคนที่อายุห่างไม่ถึงหนึ่งปีเดินเข้ามา
“ฉีฉีถวายพระพรท่านหญิงหนิงเพคะ”
ฉีฉีลุกขึ้นแล้วย่อกายลงอย่างงดงามน่ามอง สายตายังก้มต่ำ ไม่แม้แต่กล้าเงยหน้า มือทั้งสองจับกันแน่น ท่าทางหวาดกลัว ทำให้จ้าวเสี่ยวและอันเกาหมิงที่นั่งอยู่รู้สึกสงสารที่นางต้องไปอยู่ที่อื่นเสียไกล ไหนจะกลัวว่าพี่น้องทั้งสองคนจะเข้ากันไม่ได้อีกด้วย
“เรียกข้าว่าท่านพี่เถอะ ลุกขึ้นได้แล้ว ย่อกายนานแบบนี้เดียวเข่าไม่ดีเอา ข้าเป็นพี่สาว เจ้าอย่ามากพิธีไปเลย”
“ขอบพระทัยเพคะ”
“หืม ข้าบอกอยู่ว่าเราพี่น้อง อย่ามากพิธีสิ ท่านย่าดูนางสิ นางช่างเป็นคนถือธรรมเนียมจริง ๆ ไปอยู่ต่างเมืองยังใส่ใจเรียนรู้ประเพณี บุตรสาวของท่านน้าจูอินช่างอ่อนหวานรู้ความเหมือนมารดาไม่มีผิด”
ใบหน้าของแต่ละคนตอนนี้เปลี่ยนไปทันทีที่อี้เยว่เอ่ยถึงคนตายขึ้นมา อันเกาหมิงรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่เขารู้ว่าอี้เยว่ไม่รู้เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน การที่นางจะเข้าใจว่าจูอินอดีตฮูหยินรอง หรือมารดาของฉีฉีจะเป็นคนดีก็ไม่ผิด
จ้าวเสี่ยวต่างออกไป นางแก่ชรามากจนเดินไม่ค่อยไหว สิ่งที่จำได้ดีคือลูกสะใภ้ตัวดีผู้นี้ ดีที่ว่าหลานสาวอย่างฉีฉีไม่เหมือนมารดา เพราะนางถูกเลี้ยงดูและถูกส่งไปอยู่ต่างเมืองหลังจากที่จับแยกกับมารดา
“อย่าพูดถึงคนตายไปแล้วเลย มานั่งข้างย่าเถอะ เอาล่ะ…เจ้ามาแล้วก็ดี ฉีฉีนางเพิ่งกลับเข้าเมืองหลวง ไม่มีของใช้และเครื่องประดับชุดเสื้อผ้าที่เหมาะสมจะใช้ออกงาน เจ้าเก่งด้านนี้อยู่แล้ว ช่วยดูแลน้องเรื่องนี้ด้วย ย่าเชื่อว่าเจ้าจะไม่ทำให้ย่าผิดหวัง”
ใบหน้าจ้าวเสี่ยวยิ้มแย้ม พลางหันหน้าไปเอ่ยกับหลานสาวที่นางรักใคร่ บอกเลยว่านางชอบฉีฉี แต่นางชอบอี้เยว่มากกว่า หนึ่งเพราะฐานะที่สูงส่งเป็นหน้าเป็นตาให้ตระกูล สองเป็นเด็กดี น่ารัก เชื่อฟัง ทั้งยังกตัญญู เมื่อนางไม่สบายหรือเจ็บป่วยก็วิ่งหาหมอที่ดีที่สุด ยาที่แพงที่สุดมารักษา ไหนจะเที่ยวหาของล้ำค่ามาให้ตลอด ไม่เหมือนมารดาที่หยิ่งยโสเลยสักนิด
นับว่าหลานสาวทั้งสองดีจริง ๆ ส่วนหลานชายอีกคนตอนนี้ไปเรียนที่สำนักศึกษา ยังไม่กลับมา คิดว่าคงมาถึงก่อนวันงานเลี้ยงสักวันหนึ่งเห็นจะได้
เสียงฝีเท้าของผู้ที่เดินเข้ามาเรียกสายตาของคนทั้งหมด อี้เยว่ยิ้มหวาน ลุกขึ้นไปหาผู้มาใหม่แล้วโอบเอวด้วยท่าทีอ้อนเอาใจ เรียวปากงามก็เอ่ยเสียงหวานหู
“ท่านน้าเมิ่ง ท่านมาแล้ว ข้าคิดถึงท่านนัก”
เมิ่งจื่ออี้หัวเราะเสียงใสให้กับบุตรสาวที่ไม่ใช่บุตรสาว
แท้ ๆ แต่นางรักใคร่จนถือว่าเป็นบุตรสาวตนเอง หลายปีมานี้เพราะมารดาอีกฝ่ายเดินทางไปทำการค้ากับอดีตแม่ทัพเฉาที่เป็นสามี อี้เยว่ที่อยู่เมืองหลวงจึงเทียวมาหานางและให้นางสั่งสอนศาสตร์ของสตรี จนตอนแรกที่นางไม่ค่อยชอบกลายเป็นว่านางหลงรักเด็กที่น่ารักสดใสแต่ชาญฉลาดเข้า
“ดูปากเจ้าสิ หวานจริง ๆ ไปกินน้ำผึ้งมาหรือยังไงกัน”
“ก็ข้าพูดจริง ท่านน้าเมิ่งไปทำการค้าต่างเมืองเสียสามเดือน ข้าจะโกหกได้อย่างไร”
อันเกาหมิงยิ้มหวาน กวักมือเรียกทั้งสอง เขาเลือกไม่ผิดจริง ๆ ที่แต่งเมิ่งจื่ออี้ เพราะนอกจากนางจะให้บุตรชาย ยังเข้ากับบุตรสาวอย่างอี้เยว่ได้ และตอนนี้เขายังหวังว่าเมิ่งจื่ออี้จะเข้ากับบุตรสาวอย่างฉีฉีได้เช่นเดียวกัน
“มานั่งได้แล้ว ดูเจ้าจะคิดถึงท่านน้าของเจ้ามากกว่าพ่อที่ไปประจำที่ชายแดนนะ”
อี้เยว่ยิ่งหัวเราะเสียงดังวิ่งไปหาบิดาพร้อมกับนั่งลงด้านข้าง หอมแก้มบิดาไปหนึ่งครั้ง ทำเอาข้ารับใช้รอบ ๆ ต่างอมยิ้ม ยังไม่พอ อี้เยว่ยังออกจากบิดาไปกอดผู้เป็นย่าด้วยท่าทีรักใคร่เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งสามคน
ส่วนฉีฉีที่นั่งมองได้แต่อมยิ้มเล็กน้อย ซ่อนความเจ็บปวดริษยาเอาไว้จนมิด มือสองข้างที่อยู่ใต้แขนเสื้อยาวกำแน่นจนเจ็บไปหมด แววตาที่แสดงความไม่พอใจยังเพียงมองเสี้ยวลมหายใจทำให้ไม่มีใครนอกจากอี้เยว่ที่จับตาอยู่สังเกตเห็น
อี้เยว่ปรายตามองแล้วอดชื่นชมไม่ได้ ช่างเก่งกาจด้านการแสดงไม่มีที่ติ ดูท่าจะประมาทไม่ได้เลยจริง ๆ
“ดูสิ โตขนาดนี้ยังหอมแก้มบิดาได้อย่างไร เจ้าเป็นสาวแล้ว อีกไม่นานจะแต่งงานมีครอบครัว”
จ้าวเสี่ยวดุหลานสาว แต่ใบหน้ายิ้มแย้ม นางหลงรักเด็กคนนี้ทั้งที่เกลียดมารดาอีกฝ่ายก็ตรงนี้ ช่างเอาใจคนแก่ใกล้ลงโลงได้ดีเสียจริง
“ดูท่านพี่จะเป็นที่รักของท่านน้าเมิ่ง ท่านพ่อ และท่านย่ามากนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงหวานและใบหน้าสลดของฉีฉีทำเอาเสียงหัวเราะของอันเกาหมิงและจ้าวเสี่ยวเงียบไป กลัวว่าที่อีกฝ่ายพูดออกมาแบบนี้เพราะน้อยใจที่ไม่มีคนสนใจ
“พูดอะไรแบบนั้น เจ้าเองก็เป็นคนในครอบครัวเรา ตระกูลอันของเราพี่น้องน้อยนิด ต้องแสดงความรักความสนิทสนมถึงจะดี วันนี้เจ้าเข้ามาเมืองหลวงวันแรก เอาเช่นนี้ พี่สาวผู้นี้จะพาเจ้าไปเที่ยวเล่นและดูชุดดีหรือไม่”
อี้เยว่ยิ้มแย้มพูดขึ้นมา ช่วยให้อันเกาหมิงและจ้าวเสี่ยวรู้สึกดีขึ้น อันเกาหมิงเองก็สงสารบุตรสาวคนนี้มาก มารดาตาย ถูกส่งตัวออกจากจวนตั้งแต่เด็ก ทั้งยังไม่มีมารดาดูแล เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจ ทำแต่งงานจนหลงลืมไปว่ามีบุตรสาวอีกคน
“พี่สาวเจ้าพูดแล้วเจ้าก็ไปเถอะ อยากได้อะไรพ่อให้คนนำตำลึงเงินมาให้แล้ว ซื้อเท่าที่เจ้าอยากได้”
ฉีฉียิ้มน้อย ๆ พร้อมกับเปลี่ยนสีหน้าเป็นตื่นเต้นดีใจ
“งดงามเหมือนมารดาแบบนี้ใส่อะไรก็สวย ยิ่งได้อี้เยว่ของเราเลือกชุดและเครื่องประดับช่วย เชื่อเลยว่าในที่นี้ไม่มีใครโดดเด่นเท่าพี่น้องตระกูลอันแล้ว ฉีฉีมานี้เถอะ…”
เมิ่งจื่ออี้ยิ้มก่อนจะหยิบกำไลหยกที่ให้คนสนิทถือมายื่นไปตรงหน้าฉีฉีที่เดินมาใกล้ด้วยสีหน้ามึนงง ว่าอีกฝ่ายเรียกนางทำไมกัน
“ฉีฉี รับไปสิ”
อี้เยว่พูดเย้า พร้อมกับหันไปยิ้มกับผู้เป็นย่า ฉีฉีที่มองซ้ายขวาจึงยื่นมือไปรับมาไว้ในมือ ท่าทางตกใจและหวากลัวในเวลาเดียวกัน
“กำไลนี้ซื้อมาไว้ต้อนรับเจ้ากลับเข้าจวนอัน ถือว่าตอนนี้เจ้าเป็นบุตรสาวข้าคนหนึ่ง มีอะไรขาดเหลือตรงไหนให้บอกได้ ตอนนี้จะบ่ายแล้ว เร่งไปซื้อของเถอะ เดี๋ยวจะค่ำมืดเสียก่อน”
เมิ่งจื่ออี้ยิ้มแย้ม เดินไปนั่งด้านข้างผู้เป็นสามี มองบุตร
สาวสองคนที่หนึ่งคนคือบุตรของคนที่สามีรัก และอีกคนคือบุตร
สาวของคนที่นางเกลียด
“เช่นนั้นข้าไปก่อนเจ้าค่ะ ท่านย่า ข้าจะซื้อของอร่อยมาฝากท่าน”
ฉีฉีพูดเสียงหวาดสดใส ไม่มีท่าทางหวาดกลัวอย่างตอนแรกอีก ทำให้อันเกาหมิงและจ้าวเสี่ยวสบายใจ
“ไปเถอะ ๆ แล้วดูแลกันดี ๆ ด้วย”
จ้าวเสี่ยวยิ้มให้หลานสาวสองคน
อี้เยว่ยิ้มแล้วเดินนำน้องสาวออกจากเรือนใหญ่ พ้นเขตเรือน ใบหน้าที่ยิ้มแย้มก็กลายเป็นราบเรียบ นางชอบน้องสาวคนดีจริง ๆ
“ท่านพี่ เราจะไปที่ไหนหรือเจ้าคะ”
ฉีฉีถามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา หรือทำให้ตัวเองดูไร้เดียงสาที่สุด
“ไปที่ร้านอาภรณ์ก่อนแล้วกัน เจ้าจะได้วัดตัว สั่งตัดชุด ถ้าไม่ทันก็เลือกที่มีแล้วเอามาแก้แบบ”
ร้านที่นางเอกและพระเอกในนิยายจะได้พบหน้ากันอีกครั้ง ถึงเนื้อเรื่องจะเปลี่ยนมากแค่ไหน อี้เยว่เชื่อว่ามันไม่เปลี่ยนมากนัก วันนี้นางเอกของเรื่องกลับมาเมืองหลวง จะพลาดไม่เจอพระเอกได้ยังไง ส่วนนางร้ายอย่างนางยังต้องเป็นก้างของพระนางที่ทำให้พระเอกเกลียดชัง
“เจ้าค่ะ”
ฉีฉีรับคำอย่างว่าง่าย เดินตามหลังผู้เป็นพี่สาว ถึงน้ำเสียงจะอ่อนหวานมากแค่ไหน แต่สายตาที่มองแผ่นหลังของพี่สาวต่างมารดาช่างดูน่ากลัว มันทั้งเย็นชาและแค้นเคือง แต่มันปรากฏออกมาเพียงเสี้ยวลมหายใจ เมื่อผ่านไปก็กลับกลายมาเป็นไร้เดียงสาเช่นเดิม
